วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

เยาวราช

ถนนเยาวราช

 
เยาวราชในปัจจุบัน ยามพลบค่ำ
ถนนเยาวราช (อังกฤษ: Yaowarat Road) เป็นถนนสายหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ระยะทางความยาวตลอดเส้นทางประมาณ 1 กิโลเมตร ได้รับการกล่าวขานและขนานนามว่าเป็น "ถนนมังกร" โดยมีจุดเริ่มต้นของหัวมังกรที่ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบริเวณวงเวียนโอเดียน ท้องมังกรอยู่ที่บริเวณตลาดเก่าเยาวราชและสิ้นสุดปลายหางมังกรที่บริเวณปลายสุดของถนน[1] สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้ระยะเวลาในการตัดถนน 8 ปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2434 - พ.ศ. 2443 เพื่อให้เยาวราชกลายเป็นสถานที่สำหรับส่งเสริมการค้าขาย เดิมทีชื่อ "ถนนยุพราช" และได้โปรดเกล้าพระราชทานนามใหม่ว่า "ถนนเยาวราช"[2]
ถนนเยาวราชประกอบไปด้วยจุดสำคัญหลายจุดเช่น วงเวียนโอเดียน ถนนเจริญกรุง ซึ่งอยู่ในท้องที่แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของถนนเยาวราชตัดกับถนนทรงสวัสดิ์ (สี่แยกเฉลิมบุรี) ถนนราชวงศ์ (สี่แยกราชวงศ์) และถนนจักรวรรดิ (สี่แยกวัดตึก) ข้ามคลองรอบกรุง (สะพานภาณุพันธุ์) เข้าสู่ท้องที่แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร สิ้นสุดที่แยกถนนพีระพงษ์ตัดกับถนนมหาไชยและถนนจักรเพชร
บริเวณถนนเยาวราชเป็นแหล่งชุมชนชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นจำนวนมาก จัดเป็นย่านธุรกิจการค้า การเงิน การธนาคาร ร้านทอง ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านค้า ฯลฯ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครโดยได้รับการขนานนาม "ไชน่าทาวน์" (China Town) จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

คลองหลอด

คลองหลอด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 
สะพานหก คลองหลอด
คลองหลอด (Khlong Lot) เป็นคลองขุดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2326 เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร เชื่อมคลองคูเมืองเดิมออกไปบรรจบกับคลองรอบกรุง มี 2 คลอง เรียกกันตามลักษณะของคลองว่า "คลองหลอด"
  • คลองหลอดวัดราชบพิธ (Khlong Lot Wat Ratchabophit) เริ่มจากคลองคูเมืองเดิมตรงวัดราชบพิธ ผ่านถนนราชบพิธ ถนนดินสอ ถนนมหาไชย บรรจบคลองรอบกรุง ตอนเหนือสะพานดำรงสถิต คลองนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "คลองสะพานถ่าน" แต่เรียกเป็นทางการว่า "คลองวัดราชบพิธ"

 ประวัติ

คลองหลอดทั้ง 2 คลอง "หลอดวัดราชนัดดา" และ "หลอดวัดราชบพิธ" ขุดตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดฯ ให้ขุดคลองรอบกรุง แล้วโปรดฯ ให้ขุด "คลองหลอด" ขึ้น 2 คลอง
คลองหลอดเป็นคลองสำหรับชักน้ำระหว่างคลองคูเมืองเดิม (คูเมืองธนบุรีฟากตะวันออก) กับคลองรอบกรุงที่ขุดใหม่ คลองตอนบนขุดตั้งแต่ข้างวัดบุรณศิริ (เมื่อขุดคลองเจ้าพระยาสุธรรมมนตรียังไม่สร้างวัดบุรณศิริ ต่อขุดคลองแล้วจึงสร้างวัดใกล้ ๆ คลอง) คลองหลอดสายนี้ตรงลิ่วไปออกข้างวัดเทพธิดา (เมื่อขุดยังไม่ได้สร้างวัดเทพธิดาเช่นกัน ต่อเมื่อสร้างวัดเทพธิดาและวัดราชนัดดาในรัชกาลที่ 3 คลอดหลอดสายนี้จึงอยู่ระหว่างวัดเทพธิดา และวัดราชนัดดาบ้าง) แล้วจึงออกคลองรอบกรุง
ส่วนคลองหลอดตอนล่างสุดตั้งแต่ข้างวัดราชบพิธ (เมื่อขุดยังไม่สร้างวัดราชบพิธเช่นกัน วัดราชบพิธเพิ่งจะสร้างในรัชกาลที่ 5 เวลาขุดคลองแถบนั้นยังเป็นบ้านเรือนขุนนาง และอาจเป็นที่ว่าง ๆ เป็นสวนเป็นป่าละเมาะบ้าง) ขุดตรงลิ่งไปออกคลองรอบกรุง ข้าง ๆ สวนรมณียนาถในปัจจุบัน และเพราะมีท่าซื้อขายถ่านอยู่ท่าหนึ่ง สะพานข้ามคลองแถบนั้น จึงเรียกกันว่าสะพานถ่าน ต่อมาเป็นชุมชนของผู้หญิง ซึ่งสมัยโน้นเรียกกันว่า โสเภณี เป็นที่รู้จักกันในหมู่บุรุษสมัยกระโน้น)
คลองหลอดทั้ง 2 คลองตั้งแต่สมัยแรกขุดจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นคลองกว้างขวาง จึงนอกจากชักน้ำแล้ว ยังเป็นคลองสัญจรไปมา
เมื่อปี พ.ศ. 2525 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เรียกชื่อคลองทั้งสองนี้ว่า "คลองหลอดวัดราชนัดดาราม" และ "คลองหลอดวัดราชบพิธ"

ตลาดเพลินวาน


เพลินวาน - PlearnWan

  เพลินวาน - PlearnWan


ตลาดเพลินวาน หัวหิน "
เยี่ยมชม “เพลินวาน” หมู่บ้านย้อนยุคมีชีวิต ชิมอาหาร-ขนมอร่อย เลือกซื้อเสื้อผ้า ดูหนังกลางแปลง สัมผัสบรรยากาศแห่งอดีตปี พ.ศ.2499
หัวหิน ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่พักผ่อน ของผู้มีฐานะดีในสมัยก่อน และเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงในยุคต่อมา ผู้คนมากมายมีความทรงจำดีๆ ต่อเมืองชายทะเลแห่งนี้การได้กลับมาเห็นภาพชีวิตเฉกเช่นในวันวานจึงเป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหาวันนี้เมื่อกลุ่มคนที่หลงรักอดีตของหัวหินร่วมกันเนรมิตบ้านเรือน ร้านค้า ร้านกาแฟ ที่เคยอยู่ในภาพถ่ายให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
เพื่อให้เป็นจุดหมายใหม่ในการเดินทางสู่เมืองหัวหินในนามของ เพลินวาน ” ศูนย์รวมความสุข สถานที่ซึ่งหยุดเวลาในอดีตไว้ เพื่อเล่าขานเรื่องราวมากมายของวีถีหัวหินกาลก่อน สู่กาลปัจจุบัน”
จึงได้รับความสนใจไม่น้อยจากนักท่องเที่ยวเพลินวานมี ลักษณะคล้ายหมู่บ้านย้อนยุคที่มีชีวิต (Eco Vintage Village) ที่มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้า ร้านขายขนม ร้านเหล้าในสมัยก่อน
รูปแบบของหมู่บ้านนี้จะร้านค้าที่ทำจากไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในช่วง พ.ศ.2499 อีกครั้ง เป็นสถานที่ที่เน้นการขายอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของที่ใช้ในการตกแต่ง
เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของพนักงานซึ่งจะเป็นของที่ใช้จริงในสมัยนั้น แต่ที่โดดเด่นไม่เหมือนที่อื่นก็คือข้าวของที่นี่สามารถซื้อขายได้จริง ไม่ใช่แค่ตั้งโชว์เหมือนพิพิธภัณฑ์
คำว่าเพลินวาน มาจาก “Play and Learn ในวันวาน”  ด้วยความปรารถนาให้ทุกคนมามีความสุขด้วยกัน มานึกถึงความรู้สึกดีๆในอดีต เรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิม ตามแนวคิดของ ภัทรา สหวัฒน์
จิ๊กโก๋เพลินวานผู้ที่พยายามทำฝันให้เป็นจริง“เชื่อว่าทุกคนจะมีความทรงจำในอดีต อยากให้มาที่นี่แล้วได้ย้อนไปนึกถึงเรื่องราวในวันเหล่านั้น อย่างน้อยๆ ก็ยิ้มได้ ในหนังกลางแปลงที่จะฉาย
หลายเรื่องก็ล้วนแต่มีฉากหลังเป็นหัวหินทั้งนั้น ร้านเสื้อที่เป็นแหล่งพบรักของหนุ่มสาวสมัยก่อนก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ อยู่ในความทรงจำของใครหลายต่อหลายคน”อีกสิ่งที่ภัทราพยายามทำให้เกิดขึ้นจริงในเพลินวานก็คือ..
การให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยในเพลินวานจะ เปิดโอกาสให้หาบเร่ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้เข้ามาจับจองพื้นที่ค้าขาย เพื่อสนับสนุนให้คนท้องถิ่นมีพื้นที่ทำกิน ไม่ต้องคอยวิ่งหลบเจ้าหน้าที่เทศกิจ
แต่เพื่อให้อยู่ในคอนเซ็ปต์ ทางเพลินวานจึง ได้จัดอุปกรณ์สำหรับค้าขายไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นหรือหาบขายของเพื่อให้มีรูปแบบที่เป็นไปในทางเดียวกัน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้แก่เด็กๆและคนพิการ สามารถเข้ามาทำงานที่นี่
โดยทางร้านจะมีทางลาดและลิฟท์สำหรับรถเข็นผู้พิการ แม้ตัวอาคารจะเป็นเพียงแค่บ้าน 2 ชั้นเท่านั้นในส่วนของงานวัดซึ่งจะมีทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ นอกจากจะเน้นบรรยากาศแบบย้อนยุคแล้ว
ยังจะมีพื้นที่สำหรับเด็กนักเรียนเข้ามาขายของหารายได้พิเศษ ที่สำคัญเฟอร์นิเจอร์ที่นี่จะเป็นแบบ Green Board คือเป็นเฟอร์นิเจอร์ Recycle ทำจากกระดาษลังหรือกล่องนม ถือว่าเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติในอีกรูปแบบ

จังหวัดเพรชบุรี


จังหวัดเพชรบุรี
ตราประจำจังหวัดเพชรบุรี



จังหวัดเพชรบุรี (ออกเสียง [เพ็ดชะบุรี] หรือ [เพ็ดบุรี]) เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางตอนล่าง (บ้างก็จัดอยู่ในภาคตะวันตก ด้านของการพยากรณ์อากาศจัดอยู่ภาคใต้ตอนบน มีภูมิประเทศทั้งเป็นที่สูงติดเทือกเขาและที่ราบชายฝั่งทะเล มักเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า เมืองเพชร เดิมเรียก พริบพรี[3] และจากหลักฐานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปรากฏชื่อว่า ศรีชัยวัชรปุระ [4]
จังหวัดเพชรบุรีมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตน้ำตาล เนื่องจากมีต้นตาลหนาแน่น เป็นเมืองเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เพชรบุรีเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทยในกลุ่มหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ปัจจุบันมีวัดเก่าแก่และบ้านเรือนทรงไทยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีคำพูดติดปากว่า นักเลงเมืองเพชร ปัจจุบันเพชรบุรีเป็นเมืองด่านสำคัญระหว่างภาคกลางและภาคใต้ และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น หาดชะอำ หาดปึกเตียน หาดเจ้าสำราญ แหลมหลวง แหลมเหลว และเขื่อนแก่งกระจาน

ตลาดน้ำอัมพวา

ตลาดน้ำอัมพวา


สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายริมคลองแบบสมัยก่อนโดยมีแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางสายหลักในการเดินทางแล้วละก็ ตลาดน้ำอัมพวาที่จังหวัดสมุทรสงครามแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ต้องมาสัมผัสกัน

ตลาดน้ำอัมพวาแห่งนี้เป็นตลาดยามเย็น จะเริ่มต้นกิจกรรมต่างๆกันตั้งแต่เวลา 15.00น. ไปจนถึง 21.00 น. โดยประมาณ ที่นี่จะมีร้านค้าขายสินค้ามากมายหลายประเภททั้งของกิน ของใช้ เรียงรายอยู่ 2 ฝั่งคลอง อีกทั้งยังมีพ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือมาขายด้วย ของที่มาขายในเรือจะเน้นของกินเป็นหลักไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกย่างพร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ด กุ้งแม่น้ำตัวโต หอยเซลปิ้งสดสด หรือจะเป็นพวกผัดไทยอีก 1เมนูที่ไม่ควรพลาดก็มีให้เลือกชิมกันมากมายหลายร้าน และที่ขาดไม่ได้ก็จะเป็นพวกผลไม้สดใหม่จากสวน

พวกขนมโบราณแบบไทยแท้ก็มีชิมกันหลากหลายประเภท อาทิเช่นขนมลืมกลืน ขนมชื่อแปลกแต่รสชาติถูกปาก หรือว่าจะเป็นขนมหม้อแกงที่ใส่มาในหม้อดินเผาใบน้อย ก็น่าสนใจซื้อหากลับไปลิ้มลองความอร่อยเหมือนกัน ของขึ้นชื่ออีกอย่างของจังหวัดสมุทรสงครามที่หาซื้อได้จากที่นี่ก็คือ ปลาทูนึ่งตัวอวบอ้วนจากแม่กลอง โดยจะมีสโลแกนประจำตัวด้วยว่า “ปลาทูนึ่งแม่กลองต้องหน้างอ คอหัก” จะเพราะอะไรและทำไมต้องเรียกแบบนี้คงต้องตามไปดูกัน

นอกจากจะได้อิ่มหนำกับรสชาติอาหารแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจด้วย อย่างเช่น การนั่งเรือไปไหว้พระที่วัดริมแม่น้ำแม่กลอง พร้อมกับชมบรรยากาศสองฟากฝั่งคลอง และอีกหนึ่งอย่างเมื่อได้มาถึงอัมพวาก็คือ การนั่งเรือไปดูหิ่งห้อยที่บินออกมาส่องแสงเรืองรองในยามค่ำคืน จะมีค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 60-80 บาทต่อคน หรือจะเช่าเหมาเรือเป็นหมู่คณะเลยก็ได้

สำหรับคอเพลงรุ่นเก่าจะพลาดไม่ได้เลยกับ “บ้านครูเอื้อ สุนทรสนาน” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม ซึ่งจะมีของใช้ส่วนตัวของครูเอื้อให้เราได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก อีกทั้งยังสามารถซื้อหาแผ่นเพลงของครูเอื้อได้อีกด้วย

ถ้าใครยังติดใจบรรยากาศคึกคักกับตลาดริมน้ำ หรืออยากจะสัมผัสความเงียบสงบในแบบบ้านพักริมน้ำที่นี่ก็ยังมีที่พักแบบโฮมสเตย์ไว้รองรับสำหรับผู้มาเยือน และถ้ามีโอกาสได้พักสักหนึ่งคืน รับรองว่าจะต้องติดใจในความมีชีวิตที่อัมพวาแห่งนี้อย่างแน่นอน

การเดินทางไปตลาดน้ำอัมพวา
รถตู้โดยสารประจำทาง สามารถขึ้นรถได้ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทางฝั่งถนนพหลโยธิน คิดค่าบริการประมาณ 100 บาทต่อคน

รถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี มาลงที่ตลาดแม่กลอง แล้วจึงนั่งรถต่อไปที่ตลาดน้ำอัมพวา จะมีให้เลือกทั้งรถสองแถว รถโดยสารประจำทางและรถตุ๊กตุ๊ก

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

 
 
 ช้างเอราวัณ

 
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 12 ไร่ ของบริษัท ธนบุรีประกอบยนต์ จำกัด ตำบลบางเมืองใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างจากแรงบันดาลใจ และความคิดของ คุณเล็ก  วิริยะพันธ์ ผู้สร้างเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ และปราสาทสัจธรรม เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อให้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุ มรดกทางวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ และเพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้คงอยู่สืบชั่วลูกชั่วหลานสืบไป ช้างเอราวัณหรือช้างสามเศียร เป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะมือแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำจากโลหะทองแดง แผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือนำมาเรียงต่อกันด้วยความประณีตนับแสนชิ้น ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง 43.60 เมตร (หรือสูงขนาดตึก14-17ชั้นโดยประมาณ) อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้าง เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน ลำตัวช้างหนัก 150 ตัน สูง 29 เมตร กว้าง 12 เมตร และยาว 39 เมตร ตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ  ส่วนล่างของตัวช้าง เป็นฐาน  โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารศาลามีความสูง 14.60 เมตร กระจายน้ำหนักตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบในบนอาคาร ถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสาภายนอกและสี่เสาภายในอาคารศาลาการตกแต่งภายในเป็นการ ผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก, เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสี, การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่าง ๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า “ชั้นบาดาล” เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปสมัยต่าง ๆ และเครื่องลายครามของจีน ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้ม รอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดี และพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของประเทศ มีงานประติมากรรมลอยตัวเรื่อง รามเกียรติ์ วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร

เขาพนมรุ้ง



ตัวปราสาทหินพนมรุ้ง
ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา ในช่วงแรกปราสาทหินพนมรุ้ง สร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ชื่อพนมรุ้งแปลว่าภูเขาใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18
จารึกต่าง ๆ ที่นักวิชาการได้อ่านและแปลพอจะสรุปได้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งเมืองพระนคร (พ.ศ. 1487-1511) ได้สถาปนาเทวาลัยถวายพระ



ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา ในช่วงแรกปราสาทหินพนมรุ้ง สร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ชื่อพนมรุ้งแปลว่าภูเขาใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18
จารึกต่าง ๆ ที่นักวิชาการได้อ่านและแปลพอจะสรุปได้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งเมืองพระนคร (พ.ศ. 1487-1511) ได้สถาปนาเทวาลัยถวายพระอิศวรที่เขาพนมรุ้ง ซึ่งในสมัยแรก ๆ คงยังไม่ใหญ่โตนัก ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1544) ได้ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสถวายแด่เทวสถานพนมรุ้ง ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิทรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ (ซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด) ได้สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นและได้ทรงบำเพ็ญพรตเป็นโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง มีประวัติหลายอย่างทางวัถตุทางธรรมชาติกว่า100000ปีควรอนุรักษ์ไว้ไห้ลูกหลานสืบต่อไป ความสวยงาม ความเป็นอยู่ของประชากร ของชาวจ.บุรีรัมย์